
22 กรกฎาคม 2026 11:53
GISTDA ผนึกเครือข่ายด้านน้ำและการเกษตร ยกระดับการประเมินสมดุลน้ำและการคายระเหยน้ำของพืชด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ
เสริมทักษะบุคลากรจาก 11 หน่วยงาน พร้อมต่อยอดงานวิจัยและเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำภาคเกษตรอย่างแม่นยำ
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “บูรณาการเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อการประเมินสมดุลน้ำและการคายระเหยน้ำของพืชภาคเกษตร” ระหว่างวันที่ 15–17 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาทักษะด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ ภูมิสารสนเทศ ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา และเครื่องมือตรวจวัดภาคสนาม สำหรับสนับสนุนการประเมินสมดุลน้ำและการคายระเหยน้ำของพืช รวมถึงส่งเสริมการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำภาคการเกษตร
การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวน 40 คน จาก 12 หน่วยงาน ครอบคลุมหน่วยงานด้านน้ำ การเกษตร ภูมิสารสนเทศ และสถาบันการศึกษา ได้แก่ GISTDA กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถานีพัฒนาที่ดินอุบลราชธานี สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 11 โครงการชลประทานอุบลราชธานี สำนักงานทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 11 อุบลราชธานี สำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี และศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี สะท้อนถึงความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำภาคการเกษตรบนพื้นฐานของข้อมูลและองค์ความรู้ทางวิชาการ
กิจกรรมในวันแรกมุ่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำภาคการเกษตรภายใต้ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนแนวทางการนำเทคโนโลยีอวกาศ ข้อมูลภูมิสารสนเทศ และข้อมูลการคายระเหยน้ำของพืช หรือ Evapotranspiration: ET มาใช้สนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจด้านการบริหารจัดการน้ำ ทั้งในระดับนโยบาย ระดับลุ่มน้ำ และระดับพื้นที่เกษตรกรรม
รศ.ดร.อภิชาติ อนุกูลอำไพ บรรยายหัวข้อ “ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อความมั่นคงด้านน้ำ ท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตเอลนีโญ” ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับการวางแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุก การเตรียมความพร้อมรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ภาคการเกษตร
คุณวรนุช จันทร์สุริย์ ผู้จัดการโครงการฯ นำเสนอหัวข้อ “สรุปภาพรวมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ” โดยอธิบายกรอบการดำเนินงาน การพัฒนาข้อมูลการใช้น้ำของพืช และแนวทางประยุกต์ใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการน้ำของพืช
ด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คุณสิริวัชร บุญวิชัย และคุณอัญมณี อ่อนส้มกริต ร่วมบรรยายหัวข้อ “การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ นโยบายน้ำแห่งชาติ และการบริหารจัดการลุ่มน้ำเพื่อความมั่นคงด้านน้ำภาคเกษตรภายใต้ความแปรปรวนของภูมิอากาศ” ซึ่งช่วยเชื่อมโยงการใช้ข้อมูลทางวิชาการเข้ากับกลไกการวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ
คุณคณิต โชติกะ จากกรมชลประทาน บรรยายหัวข้อ “กลยุทธ์การบริหารจัดการน้ำชลประทาน สถิติ และการวิจัยปริมาณการใช้น้ำของพืชจากสถานีทดลองเพื่อการจัดสรรน้ำภาคเกษตรกรรมอย่างแม่นยำ” โดยนำเสนอข้อมูลและประสบการณ์จากการศึกษาปริมาณการใช้น้ำของพืช ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนจัดสรรน้ำชลประทานให้เหมาะสมกับชนิดพืชและสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่
ขณะที่ ศ.ดร.พันธนา ตอเงิน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายหัวข้อ “การใช้น้ำของพืช: หลักการ เทคนิคการประเมิน และการประยุกต์ใช้ในภาคเกษตร” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเคลื่อนที่ของน้ำในระบบดิน–พืช–บรรยากาศ ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้น้ำของพืช และแนวทางประเมินการคายระเหยน้ำของพืชสำหรับการวางแผนให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญของการอบรมในวันแรก คือ การบรรยายและฝึกปฏิบัติผ่านระบบการประชุมทางไกลจากประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยผู้แทนจากบริษัท Hydrosat ในหัวข้อ “Advanced Crop Water Monitoring using IrriWatch Technology”
กิจกรรมดังกล่าวถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี IrriWatch ซึ่งใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา และแบบจำลองเชิงพื้นที่ในการติดตามสถานะน้ำของพื้นที่เกษตร ประเมินการคายระเหยน้ำของพืช และสนับสนุนการวิเคราะห์ความต้องการน้ำของพืชในระดับพื้นที่
ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคนิคการจัดเตรียม การประมวลผล และการแปลผลข้อมูล IrriWatch ตลอดจนแนวทางการประเมินการคายระเหยน้ำของพืชขั้นสูง และร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจากประเทศเนเธอร์แลนด์ให้เหมาะสมกับชนิดพืช สภาพภูมิอากาศ และบริบทการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย
การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในครั้งนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและประสบการณ์ระดับนานาชาติเข้ากับการพัฒนาระบบติดตามการใช้น้ำของพืชภายใต้โครงการ เพื่อยกระดับความถูกต้องและประสิทธิภาพของข้อมูลสำหรับการนำไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจด้านน้ำภาคการเกษตร
ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ GISTDA บรรยายหัวข้อ “การขับเคลื่อนโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ และระบบติดตามแจ้งเตือนการใช้น้ำของพืช (ET)” โดยนำเสนอแนวทางเชื่อมโยงข้อมูลจากดาวเทียม แบบจำลอง และข้อมูลตรวจวัดภาคสนาม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบติดตามการใช้น้ำของพืชให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากนั้น อ.ดร.นงภัทร ไชยชนะ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้สาธิตการทำงานของเครื่องมือ Eddy Covariance พร้อมถ่ายทอดเทคนิคการตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องมือ ตลอดจนการเก็บกู้ข้อมูล หรือ Data Retrieval จากกล่องบันทึกข้อมูลภาคสนาม
เครื่องมือ Eddy Covariance ใช้ตรวจวัดการแลกเปลี่ยนพลังงาน ความร้อน ไอน้ำ และก๊าซระหว่างพื้นผิวกับบรรยากาศ ข้อมูลที่ได้สามารถนำมาวิเคราะห์การคายระเหยน้ำของพื้นที่เพาะปลูก และใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของผลการประเมินจากข้อมูลดาวเทียมและแบบจำลอง
การฝึกปฏิบัติ ณ แปลงนาข้าวช่วยให้ผู้เข้าร่วมเห็นกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การติดตั้งและตรวจสอบอุปกรณ์ การดูแลรักษาเครื่องมือ การจัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงข้อควรระวังในการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ โดยผู้เข้าร่วมจาก GISTDA กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานด้านการเกษตรในจังหวัดอุบลราชธานี ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลภาคสนามเพื่อสนับสนุนการพัฒนาแบบจำลองและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่
ผู้เข้าอบรมได้รับฟังแนวคิด “ทฤษฎีน้ำทองคำ” จากคุณทอง หลอมประโคน เกษตรกรต้นแบบ หรือ Smart Farmer ผู้ประยุกต์ใช้ระบบสูบน้ำใต้ดินด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์ ก่อนเก็บน้ำไว้ในถังสูงและกระจายน้ำไปยังพื้นที่ต่าง ๆ โดยใช้แรงดันจากระดับความสูงของถัง ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี และสนับสนุนการผลิตทางการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง
คุณทองยังได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้พลังงานเพื่อชีวิตที่พอเพียง อำเภอแสลงโทน จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทน การบริหารจัดการน้ำด้วยระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ การปลูกพืชพลังงานทดแทน และการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อสร้างรายได้ตลอดทั้งปีตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตรสามารถเกิดขึ้นได้จากการผสมผสานข้อมูล เทคโนโลยี พลังงานทดแทน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการออกแบบระบบที่เหมาะสมกับข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่
ผลจากการหารือทำให้เกิดข้อเสนอสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การพัฒนาโครงการวิจัยต่อยอดด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตร และ การเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนการประเมินสถานการณ์น้ำ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล การพัฒนาแบบจำลอง และการนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ประกอบการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่
ข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากการอบรมจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความร่วมมือระหว่าง GISTDA กรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อให้กระบวนการวิจัยและพัฒนาข้อมูลสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงของแต่ละหน่วยงานได้มากยิ่งขึ้น


เปิดเวทีแลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์น้ำและเทคโนโลยีติดตามการใช้น้ำของพืช
วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 กิจกรรมจัดขึ้น ณ ห้องประชุมจิตตสปา 3 โรงแรมบ้านสวนคุณตา กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.อภิชาติ อนุกูลอำไพ ที่ปรึกษากรมชลประทาน เป็นประธานในพิธีเปิด และนายภานุ เนื่องจำนงค์ หัวหน้าฝ่ายจัดการการเกษตร สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ GISTDA เป็นผู้กล่าวรายงาน







ลงพื้นที่เรียนรู้เครื่องมือ Eddy Covariance ณ แปลงนาข้าว
วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ผู้เข้าร่วมอบรมเดินทางไปยัง ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี เพื่อศึกษาและฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องมือ Eddy Covariance ซึ่งติดตั้งอยู่ในพื้นที่แปลงนาข้าว


ถอดบทเรียนและเรียนรู้ “ทฤษฎีน้ำทองคำ” จากเกษตรกรต้นแบบ
วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 การอบรมกลับมาจัด ณ ห้องประชุมอิ่มบุญ 1 โรงแรมบ้านสวนคุณตา กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท โดยมุ่งเน้นการถอดบทเรียน การหารือแนวทางขับเคลื่อนกลไกคณะทำงานอย่างต่อเนื่อง และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติจริงในภาคการเกษตร

เกิดข้อเสนอวิจัยต่อยอดและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
ในช่วงกิจกรรมกลุ่ม ผู้เข้าร่วมได้รับการแบ่งกลุ่มแบบคละหน่วยงาน เพื่อร่วมกันวิเคราะห์และเสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตร การจัดกลุ่มในลักษณะดังกล่าวช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานจากหน่วยงานด้านนโยบาย ด้านน้ำ ด้านการเกษตร ด้านวิชาการ และด้านภูมิสารสนเทศ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และข้อจำกัดในการปฏิบัติงานจากมุมมองที่แตกต่างกัน